กลุ่มการสนทนา :
กระดานสนทนา อบต.ยางหย่อง
กระทู้ :
กู้เงินด่วนอย่างมีแผน: เลือกสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กให้ไม่สะดุดกระแสเงินสด
เลือกแหล่งเงินทุนให้เข้าจังหวะธุรกิจ: หลักคิดที่ทำให้ “สินเชื่อธุรกิจ SME” เป็นแรงส่ง ไม่ใช่ภาระ
ในภาวะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากมี “งานเข้า แต่เงินหมุนไม่ทัน” สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก, สินเชื่อเงินด่วน, และ กู้เงินด่วน จึงเป็นที่ต้องการของหลายกิจการ แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้หลายกิจการ “กู้แล้วตึงมือ” ไม่ได้มาจากคำว่าเงินกู้เพียงอย่างเดียว หากมาจากการเลือก แหล่งเงินทุน ที่ “ไม่สอดคล้องกับจังหวะธุรกิจ” หรือพูดให้ชัดคือ ไม่สอดคล้องกับรอบเงินเข้า–ออกจริง ของกิจการ
บทความนี้ตั้งใจอธิบายกรอบคิดเดียวที่ใช้ได้กับแทบทุกอุตสาหกรรม:
เลือกแหล่งเงินทุนให้เข้าจังหวะธุรกิจ เพื่อให้สินเชื่อช่วยลดสะดุด เพิ่มความต่อเนื่องของการขาย และคุมความเสี่ยงด้านกระแสเงินสด
แนวคิดนี้สอดคล้องกับบทความหลักของ easycashflows.com ซึ่งวางภาพรวมเรื่อง “สินเชื่อระยะสั้นเพื่อเสริมสภาพคล่อง” ไว้อย่างเป็นระบบ (ผู้อ่านสามารถไปต่อที่บทความหลักช่วงท้าย)
1) ทำไม “จังหวะเงินสด” สำคัญกว่าดอกเบี้ย (โดยเฉพาะในสินเชื่อระยะสั้น)
การเลือกสินเชื่อโดยดู “ดอกเบี้ยต่ำ” อย่างเดียว มักทำให้พลาดคำถามที่สำคัญกว่า คือ
ธุรกิจจะมีเงินเข้ามา “เมื่อไร” และจะจ่ายคืน “อย่างไร” โดยไม่ทำให้ระบบเงินสดสะดุด
สินเชื่อระยะสั้นมีความไวต่อจังหวะมากกว่าสินเชื่อระยะยาว เพราะรอบการคืนเงินมักถี่กว่า และความผิดพลาดเล็ก ๆ เช่น “วันตัดรอบชนวันเงินเข้า” อาจทำให้กิจการต้องหมุนเงินซ้ำ เสียดอกเพิ่ม หรือถึงขั้นเกิดค้างชำระได้ ทั้งที่ยอดขายยังดีอยู่
ดังนั้น “การเลือกแหล่งเงินทุน” ที่ถูกต้อง ควรเริ่มจาก แผนที่จังหวะธุรกิจ ไม่ใช่เริ่มจากชื่อผลิตภัณฑ์
2) แผนที่จังหวะธุรกิจ: ธุรกิจต้องการเงินตอนไหนกันแน่?
เพื่อให้เลือกสินเชื่อธุรกิจ SME ได้ตรงจุด ควรแยกจังหวะออกเป็น 3 ช่วงหลัก (เป็นภาษาที่ใช้คุยกับผู้ให้กู้ได้ง่าย)
(ก) ก่อนเงินเข้า (Pre-cash):
ต้องสำรองจ่ายเพื่อให้ “ของ/บริการ” เกิดขึ้นก่อน เช่น สต็อก วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าน้ำมัน วัสดุหน้างาน
(ข) ระหว่างรอเงินเข้า (Cash-gap):
ส่งมอบแล้ว แต่รอเก็บเงิน 15–30–60–90 วัน ช่วงนี้คือ “หลุมเงินสด” ที่ทำให้กิจการวิ่งงานหนักแต่เงินไม่พอจ่าย
(ค) หลังเงินเข้า (Post-cash):
เงินเข้ามาแล้ว แต่ต้องจัดระบบคืนหนี้/หมุนวงเงิน/กันสำรอง เพื่อไม่ให้รอบถัดไปสะดุด
เมื่อรู้ว่าธุรกิจอยู่ช่วงไหน จึงค่อยไปคำถามต่อไป: ควรใช้เงินแบบไหนให้เข้าจังหวะ (และหลีกเลี่ยงการใช้ “กู้เงินด่วน” แบบไร้แผน)
3) จับคู่งานกับแหล่งเงินทุน: เลือกให้ตรง “หน้าที่ของเงิน”
หลักคิดที่ปลอดภัยคือ “เงินแต่ละก้อนต้องมีหน้าที่” และหน้าที่นั้นต้องตรงกับระยะเวลาการสร้างเงินกลับคืนมา
3.1 เงินหมุนเวียน/วงเงินเบิกใช้ (เช่น OD) = เงินสำหรับงานที่เกิดถี่และคืนได้เร็ว
เหมาะกับค่าใช้จ่ายที่หมุนเป็นรอบ เช่น วัตถุดิบ สต็อก โปรโมชัน หรือค่าใช้จ่ายรายสัปดาห์/รายเดือน ข้อสำคัญคือ “ต้องมีวินัยคืนเมื่อเงินเข้า” เพราะต้นทุนของวงเงินหมุนเวียนจะบานปลายทันทีถ้าใช้ยาวเกินหน้าที่
3.2 เงินทุนระหว่างรอเก็บเงิน (เช่น แหล่งเงินทุนที่ผูกกับลูกหนี้/เอกสารการค้า) = เงินแก้หลุม Cash-gap
เหมาะกับธุรกิจที่ขายแบบเครดิตเทอม มีใบวางบิล/ใบกำกับ/เอกสารส่งมอบชัด จุดประสงค์คือทำให้ “รอบเงินสดไม่ขาดช่วง” โดยไม่ต้องไปกู้เงินด่วนแบบดอกสูงหรือเงื่อนไขเสี่ยง
3.3 เงินผ่อนรายงวด/เงินก้อนเพื่อการลงทุน = เงินสำหรับของที่ใช้หลายปี
รีโนเวต ซื้อเครื่องจักร ลงทุนระบบหลังบ้าน หากไปใช้สินเชื่อระยะสั้นกับของระยะยาว จะทำให้ภาระคืนเร็วเกินจริง และกิจการตึงมือแม้ยอดขายไม่ตก
สรุปให้จำง่าย:
-
งานถี่ → ใช้เงินถี่ (หมุนเวียน)
-
รอเก็บเงิน → ใช้เงิน “สะพาน” ข้ามหลุมเงินสด
-
ลงทุนระยะยาว → ใช้เงินผ่อนยาวให้สัมพันธ์อายุสินทรัพย์
4) กรอบคิดแบบมืออาชีพ: 5 คำถามก่อนเลือกสินเชื่อ (ใช้ได้จริงเวลาเทียบข้อเสนอ)
ผู้ประกอบการที่เลือกสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กได้ “แม่น” มักตอบ 5 คำถามนี้ได้ชัด
-
เงินก้อนนี้ทำ “งานอะไร” (ซื้อสต็อก/จ่ายค่าแรง/ลงทุน/รอเก็บเงิน)
-
คืนจาก “เงินเข้า” ก้อนไหน (ยอดขายหน้าร้าน/เงินโอนแพลตฟอร์ม/เงินลูกหนี้/เงินงวดงาน)
-
รอบเงินเข้าเฉลี่ยกี่วัน และ “เดือนแย่สุด” แย่แค่ไหน
-
ต้องมี Buffer เท่าไร (กันชนเงินสด) เพื่อไม่ให้สะดุด
-
หลักฐานอะไรพิสูจน์ได้ ว่าเงินเข้ามาจริงตามที่อธิบาย (Statement / POS / เอกสารการค้า)
กรอบนี้ช่วยให้การคุยกับผู้ให้กู้เป็น “ภาษาธุรกิจ” ลดการถามซ้ำ และทำให้การพิจารณาสินเชื่อธุรกิจ SME เป็นระบบมากขึ้น
5) เลือกแหล่งเงินทุนอย่างปลอดภัย: อย่าปล่อยให้ “กู้เงินด่วน” กลายเป็นความเสี่ยงซ้ำ
ในโลกจริง คำว่า “สินเชื่อเงินด่วน อนุมัติเร็ว” มักมากับความเสี่ยง 2 แบบที่ต้องระวัง
(1) ความเสี่ยงด้านเงื่อนไข/ค่าใช้จ่ายแฝง
ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม วันตัดรอบ ค่าปิดก่อนกำหนด ล้วนทำให้ “ต้นทุนต่อเดือนจริง” สูงกว่าที่คิด การเทียบข้อเสนอที่ดีควรเทียบเป็น “ต้นทุนต่อเดือน” และ “ผลต่อเงินสดรายเดือน” ไม่ใช่เทียบแค่ดอกเบี้ย
(2) ความเสี่ยงจากผู้ให้กู้ผิดกฎหมาย/หลอกลวง
หากเจอรูปแบบ “ให้โอนค่าดำเนินการก่อน” หรือ “ไม่เช็กความสามารถชำระ” ควรถอยทันที ในฝั่งการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีช่องทางช่วยเหลือ/ร้องเรียน และแนวทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแสภัยทางการเงินไว้ชัดเจน
6) เชื่อมกับภาพนโยบาย/มาตรการ: ทำไมบางช่วง “เข้าถึงสินเชื่อ” ง่ายขึ้น และผู้ประกอบการควรใช้ประโยชน์อย่างไร
การเลือกแหล่งเงินทุนให้เข้าจังหวะธุรกิจ ไม่ได้หมายถึงมองเฉพาะธนาคารใดธนาคารหนึ่ง แต่หมายถึง “เลือกช่องทางให้ตรงเงื่อนไขช่วงเวลา” ด้วย
ตัวอย่างเช่น แนวทาง/มาตรการที่เกี่ยวกับการสนับสนุนสินเชื่อ SME ในระบบ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถติดตามข้อมูลสาธารณะจากหน่วยงานทางการ และนำมาใช้วางแผนได้ ได้แก่
-
โครงการ/แนวทางด้านสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับ SME ซึ่งมีเอกสารคำถาม–คำตอบและรายละเอียดเผยแพร่โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (เช่น SMEs Credit Boost)
-
บทบาทของ “กลไกค้ำประกัน” ผ่าน บสย. ที่ช่วยลดความเสี่ยงผู้ให้กู้ ทำให้บางกิจการที่หลักประกันไม่พอ มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้นในบางเงื่อนไข
ประเด็นสำคัญคือ “อย่ามองมาตรการเป็นข่าว” แต่ให้มองว่าเป็น ตัวเลือกเชิงโครงสร้าง ที่ช่วยให้กิจการจัดวางแหล่งเงินทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงของตัวเองได้ดีขึ้น
สรุป: เลือกแหล่งเงินทุนให้เข้าจังหวะธุรกิจ แล้วสินเชื่อจะเป็น “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “ภาระ”
หากต้องการให้ สินเชื่อธุรกิจsme หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ช่วยให้กิจการเดินหน้าอย่างมั่นคง หลักคิดที่คุมความเสี่ยงได้ที่สุดคือ
-
วางแผนที่ “จังหวะเงินเข้า–ออก” ของธุรกิจให้ชัด
-
จับคู่หน้าที่ของเงินกับประเภทแหล่งเงินทุน
-
เทียบข้อเสนอด้วย “ต้นทุนต่อเดือนจริง” และผลต่อกระแสเงินสด
-
เลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และระวังข้อเสนอแนว “กู้เงินด่วน” ที่ผิดปกติ
หากต้องการอ่านภาพรวมเชิงลึกต่อ (และเทียบแนวทาง “สินเชื่อระยะสั้นเพื่อเสริมสภาพคล่อง” แบบเป็นระบบ) แนะนำให้กลับไปอ่านบทความหลักของ easycashflows.com |